ประกาศ!!!!

ประกาศ!!!!







ย้ายบทความทั้งหมดไปที่...







http://AttractionLesson.com/







คำเตือน..สำหรับท่านที่กำลังคิดละเมิดลิขสิทธิ์

เนื่องจากมีผู้ละเมิดลิขสิทธิ์บทความจากผม จำนวนมาก ผมขอแจ้งข่าวสารดังนี้ สำหรับท่านไหนที่ไม่ใช่ที่ปรึกษาทางธุรกิจที่อยู่ในทีม Business School และนำบทความผมไปเผยแพร่เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจของท่านโดยไม่ได้รับอนุญาติจากผมโดยตรง ผมเองกำลังดำเนินการติดตามเพื่อดำเนินการตามกฎหมายสูงสุด ตาม พรบ.ลิขสิทธิ์ พศ. 2539 กับผู้ละเมิด และโปรดทราบนี่คือบทความเฉพาะผมและทีม Business School เท่านั้น ISBN : 0-449-21492-3

วันเสาร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2553

บทความที่ 17 ความสัมพันธ์ที่หายไปกับการตลาดแบบไล่ล่า


การตลาดแบบไล่ล่านำไปสู่การสูญเสียความสำพันธ์ หลายคนที่ทำธุรกิจเครือข่ายรูปแบบเดิมๆ จะเข้าใจมันอยู่แล้ว

บางคนอาจจะไม่เข้าใจและมีคำถามเสมอเวลาแนะนำคนที่รู้จัก
“ทำไมล่ะ ฉันอุตสาห์แนะนำสิ่งดีๆให้กับคนรู้จัก แต่เขาไม่อยากจะคุยด้วย”
พร้อมด้วยความคิดดูถูกเพื่อนคนนั้น
 “ไม่เป็นไร ถ้าเขาไม่เห็นโอกาส ถ้าฉันรวยเมื่อไหร่อย่ามาง้อละกัน”
 แล้วฉันก็ยังไม่รวยสักที! มันกำลังเกิดขึ้นกับหลายๆคนที่ทำธุรกิจเครือข่าย

ความเข้าใจธรรมชาติของคน สิ่งที่ขาดไปกับการทำตลาดแบบเดิมๆ

ทำไมคนที่พยายามลิสต์รายชื่อ 100 คนที่รู้จักผมถึงเรียกว่า “100คนแรก ที่คุณจะไล่เขาออกจากชีวิต” คุณลองมองภาพนี้นะครับ

สมมติว่าคุณเดินเข้าไปในร้านขายเครื่องเสียง ซึ่งคุณเองอาจจะสนใจเครื่องเสียงบ้าง กำลังชะโงกดูเครื่องเสียงรุ่นใหม่ที่เข้ามาเห็นว่าดูดี เซลล์แมนวิ่งมาแต่หลังร้านพยายามทุกอย่างที่จะขายให้คุณทันที คุณจะเดินไปไหนก็เดินตามทุกฝีก้าว คุณจะรู้สึกอย่างไรบ้าง

หรือสมมติว่า วันนี้อยู่ที่บ้านกับเช้าวันอาทิตย์ที่แสนจะสงบสุข 11โมงเช้ากำลังนั่งจิบกาแฟหลังบ้านชมนกกำลังจับบนกิ่งไม้ มีโทรศัพท์เข้ามาบอกว่า “สวัสดีครับคุณเอ ผมโทรจากศูนย์ประกันชีวิตบี นะครับ วันนี้เรามีโปรโมชั่นพิเศษ สมัครประกันชีวิตกับเรารับของขวัญล้ำค่าไปเลยร่มสุดหรู” ผมว่ามันก็คงทำลายวันที่แสนสงบของคุณทันที

ทั้งสองเหตุการณ์คุณรู้สึกอย่างไงบ้างครับ? แน่ๆรำคาญ อึดอัด อยากเดินหนี ใช่ไหมครับ
ไม่ใช่เรื่องผิดปกตินะครับที่คุณเองรู้สึกแบบนี้เพราะคนทั่วๆไปเขาก็เป็นเช่นคุณเหมือนกัน

เพราะอะไรล่ะ บางคนบอกว่าในเคสร้านขายเครื่องเสียง เขาอยากเลือกดูเองจนรู้สึกพอใจและอยากได้ถึงจะเรียกเซลล์แมนเข้ามาคุยใช่ไหมครับ ในอีกเคสก็เช่นกัน ถ้าเขาอยากได้แค่มีการประชาสัมพันธ์ไว้แล้วถ้าเขาต้องการก็จะติดต่อไปเอง
เพราะ ธรรมชาติของคนคือ คนไม่ชอบถูกขาย ไม่อยากตกเป็นเหยื่อของการขาย คนจะมีระบบป้องกันทันทีไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ หยุดไม่คุยด้วย เดินหนี ไม่รับสาย หรือหลากหลายวิธีการหลบหลีกของแต่ละคน

ในกรณีของธุรกิจเครือข่ายก็ไม่ต่างกัน พอมองออกหรือยังครับว่าทำไมคนถึงปฎิเสธคุณเมื่อไปชวนเขาทำธุรกิจ คุณทำอะไรแตกต่างจากเซลล์แมนคนนั้น

ที่เขาสอนกันลิสต์รายชื่อ 100คนที่รู้จัก เพื่อนสมัยอนุบาล2 ที่คุณลิสต์ขึ้นมาแล้วโทรไปแนะนำธุรกิจ คุณกำลังทำให้เขารู้สึกว่า จะตกเป็นเหยื่อของการชวนโดยคุณ! แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นคือ ตีตัวออกห่างถ้าเขาไม่พูดตามตรง
หรือคนไหนที่เป็นประเภทขวานผ่าซากก็จะพูดให้คุณช้ำใจไปเลย หรือคนไหนที่นุ่มนวลกว่าเวลาคุณไปแนะนำถึงบ้านเขาก็จะบอกว่า ขอตัดสินใจก่อน หรือ ขอคิดดูก่อน จริงๆนี่คือความหมายว่าอะไรคุณน่าจะมองออก มันคือการปฎิเสธดีๆใช่ไหมครับ

บางกรณีที่นุ่มนวลที่สุดเขากลัวคุณเสียน้ำใจหรือสงสารที่อุตสาห์มาสิ่งที่เขาทำก็คือ อ้าว สมัครเท่าไหร่ 200 บาทเหรอ สมัครเลย หรือ มีอะไรถูกที่สุดเอาชิ้นหนึ่ง บางคนดีใจที่ขายได้หรือสมัครคนได้ แต่จริงๆ มันคือ การปฎิเสธที่ดีที่สุดของเขาตอนนั้น เพราะคนอยากดูดีในสายตาคนอื่นเสมอ เขาก็เช่นกัน แล้วหลังจากนั้นละ สมัครแล้วไม่ทำอะไรเลย หรือซื้อไปก็จบแค่นั้น
บางรายไม่รับสาย หรือ ถ้ารับก็จะพยายามเลี่ยงที่จะเจอคุณ เหตุผลเพราะเขาจำให้สมองแล้วเมื่อเจอคุณคือ เขาต้องเสียเงิน และตกเป็นเหยื่อของการขาย หรือการชวนโดยคุณ!

มันมีทางออกไหมกับการทำการตลาดกับคนรู้จัก

การแนะนำกับคนรู้จักมันต้องใช้หลักจิตวิทยาพอสมควร เพราะกับแค่เงินไม่กี่ร้อยบาทคุณจะแลกด้วยความสัมพันธ์กับเพื่อนเหรอ?

แต่สิ่งที่เวิร์คที่สุดก็คือ คุณต้องเข้าใจธรรมชาติของคนอีกเรื่อง คนชอบอิสระที่จะซื้อเองในสิ่งที่เขาต้องการ สิ่งที่เขาต้องการไม่ว่าแพงเท่าไหร่เขาก็จะพยายามที่จะได้มันมา

คุณมีสิ่งที่เขาต้องการ และสิ่งที่เขาอยากจะซึ้อไหม

หลายคนอาจจะบอกว่า บริษัทและโปรดักส์ของฉันดีเลิศ ใครใช้แล้วก็อยากใช้ต่อ และอยากบอกปากต่อปาก
เยี่ยมเลยคุณก็ใช้การแนะนำสินค้ากับเขาทันที หรือบอกว่า บริษทของฉันดีกว่าบริษัทของเธอ ผลสรุปสุดท้ายที่ได้มันอาจจะรุนแรงกว่ากว่าปกติ มองเห็นใช่ไหมครับ มันคือการดูถูก! แน่ๆละไม่มีใครบอกว่าสิ่งที่ตัวเองเลือกมันแย่กว่าคนอื่น

สิ่งที่คนอยากจะได้สำหรับการทำธุรกิจเครือข่ายก็คือ มีอะไรจะทำให้งานเครือข่ายของเขามันดีขึ้น มีอะไรจะช่วยเหลือเขาได้ มีอะไรที่จะแก้ปัญหาให้เขาได้ คุณมีทางออกให้ไหม เพราะคนเขาสนใจว่าเขาจะได้อะไร เขาไม่ได้สนใจหรอกว่า สิ่งที่คุณบอกมันจะดีแค่ไหน

ตราบใดก็ตามที่เขายังรู้สึกว่าบริษัทที่เขาทำดีที่สุด แน่นอนว่าเขาต้องการคนมาช่วยแก้ปัญหาและเมื่อเขาเจอทางออกแล้ว เชื่อผมเถอะ เมื่อนั้นเขาจะตามคุณมากกว่า
มองเห็นหรือยังครับว่าการทำงานกับคนรู้จักคุณควรเป็นใคร? แต่จริงๆมันขยายวงไปในกลุ่มคนไม่รู้จักได้นะครับ และคนรู้จักนั่นละจะนำคนไม่รู้จักมาให้คุณ...



พลวัต ปานคำ
MLM School Consultant

วันศุกร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2553

บทความที่ 16 ธุรกิจเครือข่าย ธุรกิจของการเป็นมืออาชีพ


สิ่งที่กูรูในโลกธุรกิจกล่าวไว้คือ "ธุรกิจเครือข่ายคือ ธุรกิจของคนตาบอด จูงคนตาบอดเดิน"

ลองนึกภาพนะครับ คนตาบอด ถ้าเทียบกับคนที่ทำธุรกิจเครือข่ายคือคนที่ไม่รู้จะทำธุรกิจอย่างไร หรือทำแบบงูๆปลาๆ มองไม่เห็นหนทางที่จะสร้างรายได้มหาศาลเลย

คนส่วนใหญ่ที่ทำธุรกิจเครือข่ายเป็นแบบนี้จริงๆ! มันเป็นเหตุผลง่ายๆเลยที่ทำไมทำธุรกิจเครือข่ายมาไม่รู้กี่ปี จะเปลี่ยนบริษัทไปกี่บริษัทก็ตามก็ไม่สำเร็จสักที


คุณลองมองย้อนหลังดูนะครับ งานของคนที่ทำธุรกิจเครือข่ายคืออะไร? ใช่ครับ มันคือ การทำการตลาดให้กับสินค้าของบริษัทที่คุณเข้าร่วม
งานของคุณต่างอะไรล่ะกับงานของนักการตลาด ชื่อที่เรียกตัวเองที่ถูกต้องจริงๆมันน่าจะเป็น นักการตลาดเครือข่าย

สิ่งที่ทำให้คนล้มเหลวในธุรกิจเครือข่ายเพราะเขาไม่รู้ว่าเขาต้องเป็นนักการตลาด
งานของนักการตลาดเครือข่ายมันแค่ขายของได้ สมัครคนได้เหรอ?
ถ้ามีแค่นั้นคุณก็คงไม่ต่างอะไรกับพนักงานขายทั่วๆไป

ลองมองนักการตลาดที่เป็นเจ้าของบริษัทใหญ่ๆสิครับ
เช่นคุณ บิลเกตต์ การที่บริษัทเขาจะใหญ่โตขึ้นมาได้เขาก็ต้องมีการจำหน่ายสินค้าบริการของเขาเหมือนกัน แต่สิ่งที่แตกต่างคือเขาเป็นนักการตลาด หรือเขามีนักการตลาดในบริษัท
เขาไม่เคยเอาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ไปเร่ขาย เพราะเขารู้ว่าการขายมันคือ ศิลปะของการทำการตลาด

ผลลัพธ์ของนักขายคือคุณอาจจะขายของได้ แต่ผลลัพธ์ของนักการตลาดคือคุณสร้างมูลค่าการตลาดอย่างมหาศาล

คุณลองมองคนทำธุรกิจเครือข่ายทั่วๆไปสิครับ เปลี่ยนบริษัทไปเรื่อยๆ หลายคนเป็นสิบบริษัทแต่ก็ยังไม่พ้นความล้มเหลวอยู่ดี
สิ่งที่เขาทำกันก็คือล่อหลอกด้วยรายได้ของผู้นำระดับสูง แล้วคนก็แห่กันเข้าร่วม

ผมอยากแนะนำให้แน่ใจก่อนตัดสินใจเข้าร่วมว่า คนเหล่านี้เขามีระบบมีวิธีทำการตลาดแบบไหนที่จะมาช่วยเราได้ เรามั่นใจแค่ไหนว่ามันเหมาะกับวิถีชีวิตของเรา
เพราะทุกคนมีธรรมชาติของตัวเอง การทำเราฝืนทำอะไรก็ตามที่ขัดกับธรรมชาติของเราก็จะทนได้ไม่นาน
หลายธุรกิจใช้วิธีการสร้างแรงจูงใจ (Motivate) อย่างเดียว เพราะไม่มีระบบที่เขามาช่วยลดแรงเสียดทานในการทำธุรกิจ
สร้างแรงจูงใจจนกระทั่งหมดเนื้อหมดตัวและเลิกกันออกไป!



พลวัต ปานคำ

MLM School Consultant